Home » มาตรฐาน BS EN 12845 การออกแบบสปริงเกอร์อัตโนมัติอัตโนมัติสำหรับระบบดับเพลิงแบบอยู่กับที่

มาตรฐาน BS EN 12845 การออกแบบสปริงเกอร์อัตโนมัติอัตโนมัติสำหรับระบบดับเพลิงแบบอยู่กับที่

by April Craig
31 views
1.มาตรฐาน BS EN 12845 การออกแบบสปริงเกอร์อัตโนมัติอัตโนมัติสำหรับระบบดับเพลิงแบบอยู่กับที่

มาตรฐาน BS EN 12845 เป็นเอกสารมาตรฐานที่สำคัญของอังกฤษและยุโรปที่กำหนดแนวทางสำหรับการออกแบบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ เพื่อให้ระบบดับเพลิงมีประสิทธิภาพในการป้องกันอัคคีภัยภายในโครงสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ

1. ข้อกำหนดทั่วไป

วัตถุประสงค์และขอบเขต

2. มาตรฐาน BS EN 12845

  • วัตถุประสงค์ มาตรฐาน BS EN 12845 มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ การปกป้องชีวิตและทรัพย์สินในกรณีเกิดเหตุดับเพลิง โดยการกำหนดแนวทางปฏิบัติในการออกแบบ ติดตั้ง การจ่ายน้ำ การเลือกส่วนประกอบ และการบำรุงรักษาระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ เราจึงมั่นใจได้ว่าระบบดับเพลิงจะสามารถทำงานอย่างเหมาะสมในกรณีฉุกเฉิน
  • ความครอบคลุม มาตรฐานนี้ไม่เพียงแค่เน้นส่วนประกอบทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเน้นความสำคัญของการจัดหาน้ำอย่างต่อเนื่อง การตรวจสอบระบบ การบำรุงรักษา และการทดสอบเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบยังคงมีประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน

ข้อจำกัด

มาตรฐานนี้ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับโครงสร้างที่มีความสูงไม่เกิน 45 เมตร แต่เนื่องจากมีการสร้างอาคารสูงขึ้นเรื่อยๆ มาตรฐาน BS EN 12845 สามารถใช้กับอาคารสูงเหล่านี้ได้โดยคำแนะนำเพิ่มเติมจะอาจจะต้องอ้างอิงมาตรฐานอื่นอีกบ้าง

2. ส่วนประกอบของระบบ

3. ส่วนประกอบของระบบ

หัวฉีดน้ำ

  • การจำแนกประเภท หัวฉีดน้ำมีหลายประเภทที่ต่างกันตามความไวและเวลาตอบสนอง หัวฉีดน้ำที่ตอบสนองรวดเร็วเป็นสำคัญในพื้นที่ที่มีจำนวนคนมากเพื่อให้การดับเพลิงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน หัวฉีดน้ำแบบมาตรฐานเหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น โกดัง เป้าหมายหลัก คือ การควบคุมการแพร่กระจายของไฟ
  • การเปิดใช้งาน แต่ละหัวฉีดสปริงเกอร์ถูกออกแบบให้เปิดใช้งานที่อุณหภูมิเฉพาะที่แตกต่างกัน ค่าอุณหภูมินี้ถูกกำหนดโดยข้อต่อแบบหลอมละลาย หรือกลไกแบบเปราะแก้ว ซึ่งมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 57°C ถึง 141°C ขึ้นอยู่กับความเสี่ยง และความต้องการด้านการดับเพลิง

วาล์วควบคุม

การเข้าถึงและการมองเห็น : วาล์วแต่ละตัวมีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบ โดยจำเป็นต้องติดตั้งในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ง่าย ป้ายและเครื่องหมายที่ชัดเจนช่วยให้แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถมองเห็นและใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

Tamper switch : มาตรการเหล่านี้จะขัดขวงการทำงานที่ไม่ได้รับอนุญาตและช่วยป้องกันการปิดเครื่องโดยไม่ตั้งใจ และยังสามารถแจ้งเตือนหากมีการปลอมแปลงเกิดขึ้น

3. การออกแบบระบบ

4.การออกแบบระบบการจำแนกประเภทความเป็นอันตรายjpg

การจำแนกประเภทความเป็นอันตราย

การจำแนกประเภทความเป็นอันตรายเป็นขั้นตอนสำคัญในการออกแบบระบบ โดยพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของอาคาร เนื้อหา ความเสี่ยงที่จะเกิดไฟ และอัตราการแพร่กระจายของไฟที่อาจเกิดขึ้น การจำแนกประเภทนี้ใช้สำหรับการกำหนด ปัจจัยการออกแบบต่างๆ เช่น อัตราการไหล ความดัน และระยะเวลาการจ่ายน้ำ

โดยมีหมวดหมู่ย่อยดังนี้

  • อันตรายเล็กน้อย (LH : Light Hazard) พื้นที่ที่มีโอกาสไฟไหม้น้อยที่สุด เช่น สำนักงานหรือห้องเรียน
  • อันตรายทั่วไป (OH1 & OH2 : Ordinary Hazard) สภาพแวดล้อมเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ปานกลาง เช่น โรงงานผลิต ส่วน OH2 มีโอกาสเกิดไฟหนาแหน่นกว่าเปรียบเทียบกับ OH1
  • อันตรายสูง (HH1 และ HH2 : High Hazard) การจำแนกประเภทเหล่านี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้อย่างมาก ซึ่งมักเกิดจากการมีวัสดุไวไฟ HH2 หมายถึง พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดไฟหนาแน่นกว่า HH1
  • พื้นที่จัดเก็บ เป็นหมวดหมู่สำหรับพื้นที่จัดเก็บหรือห้องเก็บของต่าง โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ความสูงของชั้นวาง วัสดุที่จัดเก็บ และการจัดพื้นที่จัดเก็บ ทำให้มีรายละเอียดเยอะและอาจจะจำแนกด้วยรายละเอียดย่อยลงไปอีก

น้ำประปา

  • ระยะเวลาการจ่ายน้ำ ระบบ LH อาจต้องใช้ระยะเวลาการจ่ายน้ำประมาณ 60 นาที แต่เมื่ออันตรายเพิ่มขึ้น ระยะเวลาที่กำหนดก็เพิ่มเช่นกัน โดยขยายเวลาสูงสุดถึง 90 นาที หรือมากกว่านั้นสำหรับพื้นที่ที่มีปริมาณไฟสูง
  • การจัดหาน้ำ การดูแลให้มีน้ำประปาสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง แหล่งที่มาของน้ำมีตั้งแต่ถังเก็บน้ำติดตั้งปั๊ม ไปจนถึงการเชื่อมต่อโดยตรงกับท่อจ่ายน้ำสาธารณะ แหล่งที่เลือกจะต้องตรงตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการไหลและแรงดันของระบบที่เชื่อถือได้

4. การติดตั้ง

5. การติดตั้งระบบดับเพลิงแบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ

การติดตั้งระบบดับเพลิงแบบสปริงเกอร์อัตโนมัติต้องคำนึงถึงวัสดุท่อ และตำแหน่งการติดตั้งอย่างเหมาะสมเพื่อให้ระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันอัคคีภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัสดุท่อ

6. วัสดุท่อที่ใช้ในระบบดับเพลิงแบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ

เมื่อพิจารณาวัสดุท่อที่ใช้ในระบบดับเพลิงแบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ ส่วนใหญ่จะพิจารณาใช้ท่อเหล็ก เนื่องจากมีความทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว และสามารถรับแรงดันสูงได้โดยมีความเป็นมาตรฐานในการออกแบบ นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งได้โดยใช้การเชื่อมหรือการกลั้วได้ตามข้อกำหนด

นอกเหนือจากท่อเหล็กแล้ว ในบางกรณีที่มีสารเคมีที่อาจกัดกร่อนท่อ หรือมีความจำเป็นที่ต้องใช้วัสดุที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมเหล่านั้น อาจพิจารณาใช้วัสดุเช่น CPVC (Chlorinated Polyvinyl Chloride) หรือเหล็กชุบสังกะสี การเลือกใช้วัสดุนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง เช่น คุณภาพของน้ำและการพิจารณาค่าใช้จ่าย

ตำแหน่งการติดตั้ง

การติดตั้งสปริงเกอร์อย่างถูกต้องมีความสำคัญ เพื่อให้ระบบดับเพลิงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางสปริงเกอร์อย่างถูกต้องจะทำให้แน่ใจได้ว่าในกรณีที่เกิดไฟ สเปรย์จากหัวแต่ละหัวจะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด และไม่เกิดจุดบอด” ที่ไฟอาจเพิ่มขึ้น

ระยะห่างระหว่างสปริงเกอร์มีความสำคัญในการกำหนดความปลอดภัยของระบบดับเพลิง ปกติแล้ว สปริงเกอร์จะถูกติดตั้งให้ครอบคลุมพื้นที่ใกล้เคียง 12 ตร.. ในทางตรงกันข้าม แต่อาจเพิ่มระยะห่างในกรณีที่มีการใช้งานที่มีปริมาณไฟหนาแน่นน้อยกว่า ซึ่งจะช่วยให้ระบบดับเพลิงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการเกิดอัคคีภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยคำแนะนำในการติดตั้ง และการจัดหาน้ำนั้นจะช่วยให้ระบบดับเพลิงแบบสปริงเกอร์อัตโนมัติทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการเกิดอัคคีภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

เรื่องที่เกี่ยงข้อง

CONCEPTOCOMUNICACION

เว็บไซต์รวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน

ที่ครอบคลุมทุกระดับความรู้

@2024 – All Right Reserved. Designed and Developed by Conceptocomunication